[Books] The Power of Habit: Why We Do What We Do in Life and Business

พอดีโพสท์ลง facebook ไป ก็เลยเอามาอัพลง blog ด้วยครับ

—————————————————————————————–

The Power of Habit เป็นหนังสือ Best-seller เล่มหนึ่งของปี 2012 ว่าด้วยเรื่องของ”นิสัย”ล้วนๆ สามบทแรกพูดถึงนิสัยของตัวเรา ที่เหลือเป็นนิสัยขององค์กรกับนิสัยของสังคม

หนังสืออ้างอิงงานวิจัยค่อนข้างเยอะ แต่คนเขียนไม่ได้มี background มาทางสายวิทย์ มันเลยออกแนวเล่าเรื่องแต่เอางานวิจัยมาสนับสนุนเฉยๆ ผมใช้เวลาช่วงว่างๆอ่านมาหลายเดือนแระ เพิ่งจบ 3 บท แต่คงไม่อ่านต่อเพราะยังไม่มีองค์กรอะไรโดยรวมก็ดีครับ สรุปสั้นๆเลย

  • นิสัยทุกอย่างของคนเราประกอบด้วยสามอย่าง คือ 1.ตัว Trigger (1) ให้เกิดการกระทำนั้นๆ 2.การกระทำ (2) 3.รางวัลที่ได้จากการกระทำนั้น (Reward – 3)
  • เช่น สูบบุหรี่ ตัว trigger ก็เช่นเห็นภาพบุหรี่ –> หยิบบุหรี่มาสูบ –> สมองได้นิโคติน นิสัยอื่นๆก็เช่นกัน มันจะมี loop แบบนี้อยู่ (ติดเกม, นอนดึก, กินจุกจิก ฯลฯ)
  • สิ่งที่ทำให้มันเกิดเป็นนิสัยคือ การได้ Reward ซ้ำๆ จนถึงจุดนึง พอได้ Trigger (1) เราก็จะคาดหวัง Reward (3) ทำให้ต้องมีการกระทำขึ้นมา (2) โดยอัตโนมัติ
  • ถ้าจะเปลี่ยนนิสัยใดๆก็ตาม ให้มี Trigger (1) เหมือนเดิม โดยได้ Reward (3) เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนตรงการกระทำ (2)
  • เช่น ทำงานแล้วเบื่อ = Trigger (1) –> หยิบขนมกิน (2) –> หายเบื่อ (3) พอรู้ตัวว่าเบื่อ (และกำลังจะไปหยิบขนมกิน) ก็หาอย่างอื่นทำให้หายเบื่อแทน สำคัญคือต้องหาให้ได้ว่าอะไรเป็นตัว Trigger และ Reward ของพฤติกรรมนั้นๆ
  • สิ่งสำคัญอีกอย่างนึงคือต้องเชื่อว่าเราเปลี่ยนนิสัยได้ ซึ่งสิ่งนี้มักจะเกิดมาจาก community ของคนที่เคยทำสำเร็จมาก่อน พวก group therapy, community ที่สนใจอย่างเดียวกัน จะช่วยได้

จบแล้วครับ สามบท จริงๆมันมีรายละเอียดเยอะกว่านี้อยู่ เอาแค่นี้แหละ

Advertisements

Don’t Make Me Think คลิกไม่ต้องคิด

Don’t Make Me Think หรือในชื่อฉบับแปลภาษาไทยว่า “คลิก ไม่ต้องคิด” เป็นหนังสือ usability ระดับคลาสสิคครับ ผมได้ยินมานานแล้วแต่เพิ่งมีโอกาสได้อ่าน เลยมารีวิวไว้หน่อย + เป็นการสรุปเล็กน้อยเผื่อเวลาผ่านไปจะได้มาอ่านตัวสรุป

Don't Make Me Think Cover

ความจริงแล้วถ้าใครเคยออกแบบหรือใช้งานเว็บมาระยะหนึ่ง คอนเซปท์ต่างๆเหล่านี้มันจะพอรู้อยู่บ้างอยู่แล้วครับ เพราะ web usability ในสมัยนี้มันดีขึ้นกว่าสมัยที่หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมากแล้ว (เกือบสิบปี) extreme case แบบในหนังสือไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว หลายๆตัวอย่างในหนังสือเองก็แอบเก่าไปบ้างตามสมัย แต่คอนเซปท์หลักยังจัดว่าดีอยู่ครับ

  • หัวใจสำคัญของ web usablity ก็ตามชื่อหนังสือแหละครับ นั่นคือพยายามให้ user คิดให้น้อยที่สุด ให้ทุกอย่างมัน flow ไปตามธรรมชาติ [ผมเสริม: เคยมี expert คนนึงใช้คำว่า “ให้คิดว่า user กำลังเมาเหล้า”]
  • หลักการก็คือ ลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆในเว็บให้ดี พยายามใช้รูปแบบที่ใช้กันมาแต่เดิมอย่าไปแหกกฎถ้าไม่จำเป็น อย่าใส่อะไรเข้ามาเยอะแยะไปหมด ใช้คำน้อยๆ และสื่อให้มันชัดเจน
  • Navigation ในเว็บสำคัญมาก ในทุกๆหน้าต้องทำให้ user สามารถตอบคำถามต่อไปนี้เสมอ 1. ตอนนี้อยู่ในเว็บอะไร 2. ตอนนี้อยู่หน้าอะไร 3. เว็บนี้มีเนื้อหาส่วนหลักๆอะไรบ้าง 4. ต่อจากหน้านี้ไปไหนต่อได้บ้าง 5.แล้วตอนนี้อยู่ส่วนไหนของเว็บ และ 6. จะ search ยังไง
  • หน้า Homepage ต้องชัดเจน บอกให้ user รู้ว่าทำไมเขาต้องมาใช้เว็บนี้ และจะใช้มันยังไง ได้อย่างรวดเร็ว
  • หน้า Homepage ต้องตอบคำถามต่อไปนี้ 1. ถ้าจะ search เนื้อหาต้องไปตรงไหน 2. ถ้าจะไปส่วนที่ต้องการต้องไปตรงไหน 3. ถ้าอยากรู้ว่าเว็บทำอะไรได้บ้างต้องไปตรงไหน
  • [ผมเสริม: .Lean Startup บอกว่าเรามีเวลา 8 วิในการทำให้ user สนใจใน Unique Value Proposition (UVP) ของเว็บให้ได้ ถ้าเกินกว่านี้เขาปิดหนีแล้ว]
  • การมาเถียงกันในทีมว่าอันไหนดีไม่ดีไม่ได้คำตอบครับ เพราะมันเป็น religious debate อยากได้คำตอบต้องทำ usability testing สถานเดียว
  • usability testing ทำครั้งเดียวยังดีกว่าไม่ทำ และยิ่งเริ่ม test เร็วยิ่งดี (ทำได้ตั้งแต่เป็นแค่ร่างในกระดาษ)
  • user แต่ละคนจะมีค่าความพึงพอใจอยู่ค่าหนึ่ง ต่างกันไปในแต่ละคน ค่านี้ลดได้เพิ่มได้
  • สิ่งที่ทำให้ค่าลด คือ ข้อมูลที่ต้องการหายาก (เช่น เบอร์โทร ราคา ฯลฯ) มีการลงโทษถ้าทำผิด (เช่น ไม่ใส่ “-” ในเบอร์โทร ต้องมากรอกใหม่หมด) มีช่องให้กรอกมากเกินไป โดยเฉพาะอะไรที่ไม่สำคัญ (เช่น ที่อยู่จริง) เอาอะไรมาขวางทางเยอะเกินก่อนจะถึงหน้าที่ต้องการ (เช่น โฆษณา)
  • สิ่งที่ทำให้ค่าเพิ่ม คือ ข้อมูลที่ต้องการหาง่าย, ไปถึงส่วนที่ต้องการในเว็บได้เร็ว, รู้ว่า user อยากรู้อะไรก็จัดให้, ทำผิดเล็กๆน้อยๆก็แก้ไขได้ง่าย, และสุดท้ายคือสามารถปริ้นท์ได้ง่าย (ปริ้นท์ออกมาสวย ไม่ติดโฆษณา)

ก็หมดแล้วครับสำหรับคอนเซปท์หลักๆ ซึ่งจริงๆมันผิวมาก ในรายละเอียดแล้วมันมีอะไรอีกเยอะสำหรับเรื่องนี้ ซึ่งอย่างที่บอกครับว่าพอเป็นตัวอย่างจากยุคเก่า แต่ยุคนี้มันมีอะไรใหม่ๆที่ตอบโจทย์เหมือนกันโดยไม่ใช่วิธีเดิมๆอยู่เยอะแยะ และกฎหลายๆอย่างของเว็บยุคเก่าก็แหกกันกระจุยกระจายในยุคนี้ (แต่เวิร์คนะไม่ใช่ไม่เวิร์ค โดยเฉพาะหน้า Home)

Steve Krug คนเขียนหนังสือเล่มนี้มีหนังสือในตำนานอีกเล่มครับชื่อ Rocket Surgery Made Easy ว่าด้วยเรื่องของ usability testing ล้วนๆ ไว้อ่านแล้วเดี๋ยวมาแชร์ครับ รวมถึงความรู้จากแหล่งอื่นๆด้วยแหละครับ

จบครับ

ตกลง Startup คืออะไร ต่างจาก Small Business อย่างไร

คำว่า startup เป็นคำที่มีคนให้นิยามไว้หลากหลายมากนะครับ เอาจริงๆผมเชื่อว่าพอพูดว่า “ทำ startup อยู่น่ะ” นี่มันก็ยังเข้าใจไม่ตรงกันเลย พอดีมีกระทู้นี้ใน Quora ถกประเด็นเรื่องนี้กัน เลยขอเอามาพูดถึงและเขียนเพิ่มเติมในสิ่งที่ผมรู้เล็กน้อยครับ

Eric Ries

แน่นอนถ้าจะพูดถึง Startup ก็ต้องพูดถึงเจ้าพ่อ Lean Startup อย่าง Eric Ries ก่อนเลย Eric นิยามคำว่า Startup ไว้ตามนี้ครับ

“A Startup is a human institution designed to create a new product or service under conditions of extreme uncertainty.”

ในความหมายของ Eric นั้น startup ไม่จำเป็นต้องเป็น business ด้วยซ้ำไปครับ อาจจะเป็นหน่วยงานรัฐ เป็นองค์กรการกุศล ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจใหม่ คุณสามารถสร้าง startup ภายในองค์กรที่มีอยู่แล้ว (intrepreneur) และยิ่งไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจทางเทคโนโลยี ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับไอที ไม่เกี่ยวข้องกับวิธีที่คุณจะหาเงินมาทำ จะใช้เงินตัวเอง เงินญาติ หรือเงินนักลงทุนก็ไม่เกี่ยว คีย์เวิร์ดจริงๆคือคำว่า extreme uncertainty ครับ

ดังนั้นองค์กรใดก็ตามที่สร้าง product ที่ไม่ได้มี extreme uncertainty หมายถึงมีระเบียบแบบแผนชัดเจนแล้วว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง ทำแบบไหน จะมีรายได้ประมาณเท่าไหร่ ฯลฯ จึงไม่ถือว่าเป็น startup ในมุมมองของ Eric แต่เป็น Small business แทน เช่น การทำอพาร์ทเมนท์ให้เช่า การทำร้านกาแฟทั่วๆไป ฯลฯ

Ash Maurya ผู้เขียน Running Lean จะแบ่ง extreme uncertainty นี้เป็นสามอย่างคือ Product risk, Customer risk และ Market risk

Dave McClure

กลับไปที่กระทู้จาก Quora พอดี Dave McClure จาก 500 Startups หนึ่งในเทพของวงการคนปัจจุบัน ได้มาตอบด้วยเหมือนกัน Dave ได้ตอบไว้ตามนี้ครับ

A ‘startup’ is a company that is confused about —
What its product is,
Who its customers are.
How to make money.

As soon as it figures out all 3 things, it ceases to be a startup and then becomes a real business.

เอาจริงๆมันก็คล้ายๆกับ Eric ครับ แต่เป็นการอธิบายคำว่า extreme uncertainty ได้เคลียร์ในประโยคสั้นๆดีมาก แต่มันจะมีประเด็นที่ต่างกันเล็กน้อยคือ Dave จะค่อยข้างหมายถึงธุรกิจ (ในขณะที่ Eric ไม่คิดว่า startup จำเป็นต้องเป็นธุรกิจ) คือใช้คำว่า company และ How to make money

การทำ startup (ที่เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน) นั้นมันมีความงงๆกับสามข้อนี้จริงๆครับ โอเคล่ะ เราอาจจะมีไอเดียว่าเราจะทำ product แบบนี้ ขายให้คนนี้นะ ขายแบบนี้นะ แต่เอาเข้าจริงๆเราไม่มีทางรู้เลยได้เลยว่าสามอย่างที่เราคิดนี้มันถูกจริงๆหรือเปล่าจนกว่าจะได้ไปลองทำดู

Steve Blank

Steve Blank ผู้เขียน The Four Steps to the Epiphany ซึ่งเป็นหนังสือที่สร้างไอเดียเรื่อง Lean startup ขึ้นมาเล่มแรก (ก่อน Eric Ries จะเขียน Lean startup) ให้นิยามไว้ดังนี้ครับ อ้างอิงจาก blog

A startup is a temporary organization used to search for a repeatable and scalable business model.

จะเห็นว่าค่อนข้างคล้ายกับของ Dave McClure อยู่มาก เพราะ repeatable and scalable business model มันก็เกิดตามหลัง product/market fit  ซึ่งก็คือสิ่งที่ Dave ว่ามา แต่อาจจะไม่ได้เน้นว่าต้องเป็นธุรกิจเท่ากับของ Dave

มี keyword สองคำครับที่น่าสนใจใน definition ของ Steve คือคำว่า temporary หมายความว่า startup เป็นสิ่งชั่วคราว จุดหมายคือหยุดการเป็น startup โดยการกลายเป็น small business ให้สำเร็จ อีกคำคือคำว่า search ซึ่งอันนี้จะไปตรงกับของ Eric Ries เพราะ startup นั้นไม่ได้ทำใน business model ที่มีคนทำมาแล้ว แต่”ค้นหา” business model ใหม่ๆที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น

ดูกระแสใน Quora แล้วคนส่วนใหญ่ชอบ definition นี้ของ Steve Blank มากที่สุด

——————————————————————————————-

สรุปจากสามคนข้างบน เอาตามความคิดของผมเลย

  1. ผมเห็นด้วยกับ Eric Ries ว่า startup ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจ คุณสามารถสร้าง startup โดยใช้หลักการของ startup ไปใช้ได้ไม่ว่าคุณจะอยู่ในองค์กรแบบใด
  2. Startup เกิดได้ในธุรกิจทุก sector ไม่จำเป็นต้องเป็น tech
  3. สิ่งที่ startup มีร่วมกันคือ extreme uncertainty ถ้าหาทางแก้ uncertainty นี้ได้เมื่อไหร่ startup ก็จะกลายเป็น small business ขึ้นมา

จบครับ

Pinterest ทำเงินยังไง

ช่วงนี้มีเรื่องให้ผมสนใจ Pinterest พอสมควร ทุกคนรู้ว่า Pinterest เป็นหนึ่งใน social network ที่เติบโตเร็วที่สุด แต่พอลองเข้าไปดูในเว็บ ก็เห็นแต่ pin หรือ board ของเพื่อน ไม่เห็นโฆษณา ไม่เห็นลิงค์ขายของ ก็เลยสงสัยว่าแล้วเขาทำเงินยังไง ? เลยลองหาข้อมูลดูครับ

บทความนี้ใน Forbes อธิบายเรื่อง business model ของ Pinterest ไว้บ้าง สรุปว่า Pinterest เคยมีดีลกับ Skimlinks ซึ่งเป็นเว็บประเภท affiliate เมื่อปีที่แล้ว ทำรายได้ไปประมาณ 45 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นดีลสั้นๆแค่ไม่กี่เดือน จากนั้นพฤศจิกายนก็ออก Pinterest for business ซึ่งก็ยังไม่ได้เก็บค่าบริการอะไร  (เท่าที่ผมเข้าใจ) ถึงแม้รายได้จะไม่กี่ล้าน แต่นักลงทุนประเมินว่ามูลค่าของ Pinterest น่าจะไปได้ถึง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยเหตุผลคือ “Pinterest เป็นแหล่งรวมเน้นๆของสิ่งที่คนสามารถซื้อได้” มันไม่เหมือน Facebook, Twitter ที่จะมีอย่างอื่นมาปนเยอะ

มีอีกหนึ่งลิงค์ที่น่าสนใจ เป็นการตอบคำถามใน Quora โดย Josh Yang ตั้งแต่กุมภาพันธ์ปี 2012 วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของ business model ของ Pinterest ไว้ 13 แบบ น่าสนใจดีครับ

เก็บเงินจากนักโฆษณา

  • Branded pin เหมือน Facebook sponsored stories แหละครับ แสดงโฆษณาเป็น pin ใน board ของ user ส่วนตัวผมว่าอันนี้ต่อไปมาแน่ๆ
  • Branded campaign เหมือน Facebook page ที่สร้าง campaign ต่างๆได้ อันนี้เหมือนกันครับ page ของแบรนด์ต่างๆก็จะมีอะไรที่มากกว่า page ของ user ปกติ
  • Outbound links ใส่ลิงค์เข้าไปใน pin เพื่อให้ลิงค์ไปเว็บที่เกี่ยวข้องที่มาลงโฆษณา ประมาณ Google AdSense ครับ แล้วเก็บเงินค่าโฆษณา
  • Traditional IAB advertising ก็ติดโฆษณามันตรงๆ ธรรมดาๆนี่แหละ อันนี้ผมว่าไม่น่าทำ

เก็บเงินจาก e-commerce partners

  • Hidden affiliate links ก็คือเวลาลิงค์ไปที่ร้านถ้าเกิดการซื้อขายก็แบ่งค่าคอมมิชชั่นมา ซึ่งทำไปแล้วกับ Skimlinks ไม่รู้จะทำอีกหรือเปล่านะครับ
  • Gifts section with affiliate links ก็เหมือนข้อก่อนหน้านี้ แต่แยกส่วนที่เป็นขายของออกมาต่างหากไปเลย ซึ่งปัจจุบันก็มี Pinterest Gifts อยู่
  • Marketplace ไหนๆก็มีของซื้อของขายบนเว็บอยู่เยอะแล้ว ก็ทำตัวเองเป็นเว็บ C2C e-commerce ไปซะเลยสิ แต่ในระหว่างที่ Pinterest ยังไม่เดินมาสายนี้ Fancy จัดไปก่อนแล้ว

เก็บเงินจากผู้ใช้งาน

  • E-commerce Retailer อันนี้หนักกว่า marketplace ก็คือแทนที่จะเป็น platform ให้คนอื่นซื้อขาย ก็ทำตัวเองเป็นร้านขายของซะเลย ประมาณ Amazon ครับ
  • Online Brand ถ้าข้อเมื่อกี้หนักแล้ว ข้อนี้หนักสุดๆ คือทำแบรนด์สินค้าของตัวเองขายซะเลย !
  • “Highlighted Pins” ถ้า user คนไหนอยากให้ pin ของตัวเองมีคนเห็นเยอะๆ ก็จ่ายตังค์ไป (จริงๆข้อนี้ก็ซ้ำกับข้อแรกของเก็บเงินจากนักโฆษณา)
  • Freemium service มันอาจจะมีฟังก์ชั่นบางอย่างที่ user จะยอมเสียเงินเพื่อได้มันมาก็ได้นะ (เช่น จ่ายแล้วเอาโฆษณาออก)

เก็บเงินจาก B2B partners

  • Data อันนี้ตรงๆตัว ฐาน user เยอะขนาดนี้มันขายได้อยู่แล้ว ลูกค้าชอบอะไร ซื้อขายอะไรกัน  คู่แข่งเป็นยังไง แบรนด์ต่างๆอยากรู้อยู่แล้ว
  • White-label ขาย platform ให้บริษัทมี Pinterest ของตัวเองได้

ก็หมดแล้วครับ ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าโมเดลไหนจะเป็นจริง หรือจะมีโมเดลอื่นที่นอกเหนือจากนี้อีกหรือเปล่า โลกไอทีอะไรใหม่ๆก็เกิดขึ้นได้เสมอครับ

จบครับ

เนื้อชนิดต่างๆ เวลาสั่งอาหารเมนูเนื้อ

ผมเป็นคนชอบกินเนื้อมากครับ (เคยมีชีวิตอยู่ด้วยการกินสเต๊กเกือบทั้งเดือนมาแล้ว) แต่พอเราโตขึ้น เราก็จะค้นพบว่าอะไรหลายๆอย่างมันมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของมันอยู่ เรื่องของเนื้อวัวนี่ก็เช่นกัน จากที่เคยกินแต่สเต๊กเนื้อก็นึกว่าเนื้อตรงไหนมันก็เหมือนๆกันหมด หลังๆพอเริ่มไปกินร้านที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น มันดันแยกประเภทของเนื้อให้เราสั่ง เราก็สั่งไม่ถูกสิครับว่ามันต่างกันยังไง

ก็เลยต้องมาหาข้อมูลไว้ เตรียมกลับไปเอาคืนมันรอบหน้า ฮ่าๆ ผิดถูกอย่างไรขอผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วยนะครับ

ก่อนอื่นเลยวัวตัวนึง (หรือสัตว์อื่นคล้ายวัว) ก่อนจะเอามากินได้มันต้องหั่นเป็นชิ้นๆครับ ซึ่งวิธีการหั่นที่นิยมที่สุดคือ American primal cuts ตามภาพข้างล่างครับ

ภาพจาก Wikipedia ครับ (แต่ผมว่าภาพที่อธิบายได้เข้าใจที่สุดอยู่ในไฟล์ pdf ที่โหลดจากเว็บนี้)

เราก็จะมาดูขึ้นตอนการหั่นกันก่อนครับ เพื่อความเข้าใจในเนื้อส่วนต่างๆมากขึ้น

1.เวลาหั่นคอนเซปท์คือวัวตัวนึงเอามาตัดหัวตัดขาออกก่อน แล้วผ่าครึ่งตรงกระดูกสันหลัง เอาเครื่องในออกให้หมด จะได้สองชิ้นใหญ่ๆสมมาตรกัน (ซ้าย-ขวา)
2.จากนั้นก็เอาไปหั่นตรงกลางเป็นครึ่งหน้ากับครึ่งหลัง เพื่อแต่ละครึ่งก็ไปหั่นออกอีก 4 ชิ้น (Forequater และ Hindquater)

3.มาดูที่ครึ่งหลัง (hindquater) กันก่อน หั่นครั้งแรกจะตัดครึ่งหน้า-หลัง จะได้เป็นเนื้อส่วน loin และ round

4.จากนั้นส่วน loin ก็จะตัดส่วนล่างออกไป ส่วนนี้เรียกว่า flank

5.จากนั้น loin ที่เหลืออยู่ ก็จะหั่นตรงกลางออกเป็นส่วนหน้าคือ shortloin  และส่วนหลังคือ sirloin

6.กลับมาที่ส่วนครึ่งหน้า (forequater) ก็จะมาตัดย่อยเป็นส่วนหน้ากับส่วนหลังอีก ได้เป็นส่วนหลังคือ rib
7.จากนั้นแบ่ง rib เป็นครึ่งล่างและบน ได้ครึ่งล่างคือ plate ส่วน rib มักจะแบ่งย่อยส่วนเล็กๆด้านล่างออกไปเป็น short rib อีกชิ้น
8.ส่วนหน้าของ forequater ที่เหลือก็จะมาแบ่งบนล่างอีกรอบ เป็น chuck และส่วนขา ซึ่งส่วนขาจะไปแบ่งย่อยออกเป็น shank และ brisket

9.กลับไปที่ส่วน round เอามาแบ่งย่อยอีกจะได้ rump tip fullround (ซึ่งจะแบ่งย่อยอีกเป็น top round และ bottom round) heel hindshank (ไม่มีรูปครับ)

อันนี้คือคอนเซ็ปท์การตัดครับ หลังจากนั้นมันจะแบ่งยิบแบ่งย่อยอีกแล้วแต่สำนัก มันก็จะมีประเด็นเล็กๆ รวมถึงการเรียกเป็นภาษาไทย ทีนี้ลองกลับมาดูภาพชิ้นเล็กๆหลังจากตัดแล้วกันอีกรอบ

  • เนื้อส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน จะเป็นเนื้อที่นุ่ม (tender) เพราะมีกล้ามเนื้อน้อย เนื้อที่นุ่มของวัวคือเนื้อส่วน loin
  • เนื้อที่อร่อยจะมีไขมันแทรกในเนื้อ เรียกว่า marbling
  • เนื้อสันใน หรือ fillet หรือ tenderloin มันคือ Psoas muscle ของวัว เป็นเนื้อที่อยู่บริเวณ loin (ทั้ง shortloin และ sirloin) เป็นเนื้อที่อยู่ในแนวกระดูกสันหลัง เนื้อชนิดนี้มีความนุ่มมากที่สุด แต่จะค่อนข้างจืดเพราะไม่ค่อยมี marbling เนื้อชนิดนี้เป็นเนื้อที่แพงที่สุด
  • เนื้อสันนอกคือเนื้อส่วน shortloin หรือ striploin นั่นเอง
  • เนื้อ T-Bone หมายถึงเนื้อที่ตัดมาบริเวณกระดูกซี่โครง (เลยเห็นเป็นรูปตัว T) เนื้อส่วนนี้จะติดมาทั้ง tenderloin และ shortloin
  • เนื้อสันสะโพก(สันเอว) คือเนื้อส่วน sirloin ช่วงกลางๆของ sirloin เรียก top sirloin หรือเนื้อลูกมะพร้าว (อันนี้ผมไม่แน่ใจนะครับ)
  • เนื้อพับ คือเนื้อส่วน round เนื้อพับใน(สะโพกใน)ก็คือ top round เนื้อพับนอก(สะโพกนอก)ก็คือ bottom round
  • เนื้อสันกลางคือเนื้อส่วน rib ถ้าขายแบบติดกระดูกจะเรียก rib-set แต่ถ้าถอดกระดูกแล้วจะเรียก rib-eye (แปลเป็นไทยได้ว่าสันกลางถอดกระดูก) เป็นเนื้อที่มี mabling เยอะและนุ่มพอประมาณ
  • เนื้อซี่โครง คือเนื้อส่วน shortrib
  • เนื้อเสือร้องไห้ คือเนื้อส่วน brisket
  • เนื้อส่วนท้อง หมายถึง flank และ plate
  • เนื้อสันคอ หมายถึง chuck

ก็หมดแล้วครับสำหรับเนื้อชนิดต่างๆ ผมหาข้อมูลแค่พอได้รู้ว่าเนื้อแต่ละชนิดมาจากส่วนไหนบ้าง แต่ในรายละเอียดลึกๆว่ามันต่างกันยังไง อันไหนเหมาะกับอาหารประเภทไหนผมไม่ได้หาเพิ่มนะครับ สรุปว่าถ้าคิดอะไรไม่ออก สั่ง T-bone เพราะได้ทั้ง tenderloin และ shortloin ฮ่าๆ

จบแล้วครับ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก

พม่า: ประวัติศาสตร์และการเมือง – ภาค 5: เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

โพสท์นี้จะออกแนวเก็บตกเรื่องเกร็ดต่างๆที่ไม่ได้ใส่ลงไปใน 4 ตอนแรกมากกว่าครับ ข้อมูลอ้างอิงจาากหนังสือ “พม่า: ประวัติศาสตร์และการเมือง” โดย อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริครับ

เปรียบเทียบการประท้วง 8888 กับ 14 และ 16 ตุลาของไทย

  • ในเหตุการณ์ 14 ต.ค.ของไทย ฝ่ายนักศึกษาที่นำโดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุลและธีรยุทธ บุญมีชนะด้วยเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น แต่ของพม่าที่นำโดยมินโกนายกลับใช้เวลาถึง 3 เดือน ทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกันหลักๆสามประเด็น
  • ประการแรก พม่าไม่มีสถาบันกษัตริย์ที่ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในระดับนึง (ถึงแม้ประเทศที่ไม่มีกษัตริย์อย่างอินโดนีเซียนักศึกษาก็โค่นซูฮาร์โตลงได้เช่นกัน)
  • ประการที่สอง พม่าไม่มีความแตกแยกในกองทัพ พม่าไมมีคนอย่างพลเอกกฤษณ์ สีวะราที่ไม่ยอมสั่งให้กองทัพเคลื่อนปราบปรามประชาชน เพราะนายพลมีระบบการผูกขาดอำนาจที่ดีมาก ทหารคนไหนดูมีปัญหาก็กำจัดทิ้ง ทำให้เอกภาพของกองทัพมีสูง
  • ประการที่สาม พม่าไม่มีชนชั้นกลาง เพราะชนชั้นกลางมักเป็นกำลังสำคัญในการประท้วง โดยเฉพาะในแง่ทุนสนับสนุนการประท้วง แต่ชาวพม่าส่วนใหญ่นั้นยากจน

ทำไมทหารพม่าถึงโหดนัก

  • ทหารพม่านั้นฝึกมาโดยทหารพระจักรพรรดิในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สืบทอดความเด็ดขาด เหี้ยมโหดดุดันกันมาเต็มๆ
  • ทหารพม่ามีความเชื่อว่าตนเองเท่านั้นจะเป็นผู้ปกป้องเอกราชของประเทศไว้ได้ ถ้าปล่อยให้พลเรือนมาปกครอง (เช่น อูนุ หรืออองซานซูจี) จะไม่สามารถรักษาประเทศไว้ได้ ชนกลุ่มน้อยจะแยกตัวเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจไว้ (ไม่ว่าจะต้อง”ถอนรากถอนโคน”ฝ่ายตรงข้ามไปมากแค่ไหน)

ทำไมพระสงฆ์พม่าชอบออกมาประท้วง

  • ในพม่านั้น ภาพพระสงฆ์ออกมาเดินประท้วงเป็นขบวนใหญ่ๆร่วมกับประชาชนนั้นพบเห็นได้ (และพระพม่าก็ถูกยิงตายเหมือนประชาชน)
  • ในหนังสือใช้คำว่า พระพม่านั้นเน้นที่พระอภิธรรม พระมอญเน้นที่พระวินัย ส่วนพระไทยนั้นเน้นที่พระสูตร ซึ่งพระหม่าจะไม่ค่อยสนพระวินัยมากนัก (จริงๆผมก็ลืมไปแล้วครับว่าแต่ละคัมภีร์นี่ต่างกันยังไง)

อันนี้เป็นภาพการประท้วงในปี 2007 ครับ (หาต้นตอภาพจริงๆไม่เจอ)

  • พื้นฐานประวัติศาสตร์การเมืองพม่านั้นเกี่ยวข้องมาจากการตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และการต่อต้านอังกฤษเริ่มมาจากสถาบันสงฆ์ ทำให้พระพม่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเมืองตลอดมา
  • เพราะงั้นผมว่าพระไทยรูปใดอยากการเมืองก็จัดมาเถิดครับ อิอิ

ทำไมถึงมีการเลือกตั้งทั่วไปปี 2533

  • เป็นการตกกระไดพลอยโจน เพราะรัฐบาลหม่องหม่องดันไปซื้อเวลาด้วยการสัญญาว่าจะให้มีการเลือกตั้ง เมื่อนายพลซอหม่องทำรปห.จึงจำเป็นต้องทำตามสัญญา
  • การคาดการณ์ผิดในหลายประเด็น คาดการณ์ว่าพรรคตนน่าจะชนะแน่ (ด้วยสารพัดวิธีตัดแข้งตัดขาที่เอามาใช้) หรือไม่ชนะก็จะตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคเล็ก คาดการณ์ว่าชาวพม่าที่จะเลือกพรรค NLD ของอองซานซูจีเป็นพวกมีการศึกษาส่วนน้อยเท่านั้น ชาวพม่าส่วนใหญ่นั้นคุ้นเคยกับอำนาจนิยม หัวอ่อน เคารพเชื่อฟัง และไม่สนใจการเมืองเท่าใดนัก คงออกมาใช้สิทธิ์ไม่มาก แต่เอาเข้าจริงๆ ปรากฏว่า NLD ขนะถล่มทลาย (หนังสือขยายต่อว่าปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Nicaragua Scenario)
  • พม่าประสบปัญหาเศรษฐกิจหนักจนจำเป็นต้องพึ่งพาต่างประเทศ แต่โลกปัจจุบันเป็นโลกยุคประชาธิปไตยและทุนนิยม พม่าจึงจำเป็นต้องสร้างภาพประชาธิปไตยเล็กน้อย

แล้วพอแพ้ทำไมไม่ถ่ายโอนอำนาจให้ผู้ชนะ

  • ประเด็นหลักน่าจะเป็นเรื่องความกลัวที่จะสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์
  • รองลงมาคือเรื่องอุดมการณ์ของทหารพม่าดังได้กล่าวข้างต้น

ประเทศไทยกับรัฐบาลทหารพม่า

  • ในช่วงปี 2530 เศรษฐกิจไทยกำลังร้อนจัด มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ระบบเศรษกิจไทยต้องการวัตถุดิบและทรัพยากรจำนวนมากจากพม่า
  • มาเลเซีย สิงคโปร์ และจีนเองก็ต้องการการลงทุนในพม่าเช่นกัน
  • พม่าใช้อัญมณี ไม้สัก แร่ธาตุ ก๊าซธรรมชาติ และสิทธิในการทำประมงแลกกับอาวุธและเงินจากประเทศเหล่านี้ (โดยเฉพาะจีนและไทย) ในช่วง 10 ปีที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบนี้ ทหารพม่าก้าวพ้นยุคตกต่ำกลายไปเป็นยุคที่มีกองทัพอันแข็งแรงและมั่นคงที่สุดในรอบ 50 ปี
  • กองทัพพม่าสามารถปราบปรามชนกลุ่มน้อยลงได้มากมายในช่วง 10 ปีนี้ สามารถตีฐานที่มั่นของกระเหรี่ยงซึ่งถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดที่มาเนอร์ปลอว์แตกได้ในปี 2538 แต่ส่วนนึงที่กองทัพกระเหรี่ยงชะตาขาดเนื่องจากนโยบายของไทยที่เปลี่ยนจากเอากระเหรี่ยงเป็นรัฐกันชนกับพม่า หันมาเอาใจพม่าเพื่อค้าขายแทน เลยไม่สนกระเหรี่ยงแล้ว
  • ด้านผู้นำนักศึกษาที่หนีเข้ามาในไทย เราก็ส่งกลับพม่าหมดครับเก็บไว้ทำไมเดี๋ยวมีเรื่องกับพม่า เรื่องในประเทศเขาไปแก้กันเองสิ !

คุกอินเซ่ง

  • สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของพม่าที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือคุกอินเซ่ง คุกระดับตำนาน(ด้านความโหดเหี้ยม) ชาวประมงไทยที่เคยไปติดคุกเล่าให้ฟังดังนี้

ภาพถ่ายดาวเทียมของคุกอินเซ่ง (Insein Prison) ภาพจาก BBC ครับ

  • ภายในคุกจะอยู่กันเป็นห้องๆ ห้องขนาด 8 x 15 เมตร อยู่กันห้องละ 120-130 คน นอนเบียดกันบนพื้นแบบต้องนอนตะแคง ไม่มีเสื่อหรือหมอนให้ อากาศอับชื้นและสกปรก
  • มีอาหารให้กินสองมื้อ เป็นอาหารแบบที่เอาไว้เลี้ยงหมู มื้อเช่าเป็นถั่วต้มกับกะปิเน่า มื้อเย็นเป็นน้ำผักต้มใส่เกลือกับกะปิ อาหารโปรตีนมีเฉพาะวันพฤหัสมื้อเย็น เป็นปลาย่างหรือทอดขนาดครึ่งฝ่ามือ
  • โรคที่เป็นกันมากคือท้องร่วงและมาลาเรีย และขาดสารอาหาร หมอจะมาเยี่ยมเมื่อป่วยหนักมากแล้ว ยาที่เอามาใช้ก็มักจะเป็นยาจากจีนที่หมดอายุแล้ว เข็มฉีดยาก็ใช้ร่วมกันจนบางคนติดเอดส์
  • นอกจากนี้ยังมีวิธีการอื่นๆ การขังลืม การไต่สวนและทรมาน จนออกมาก็เหมือนตายทั้งเป็น หมดความเชื่อมั่นในตนเอง ละทิ้งอุดมการณ์ไปหมดสิ้น

ว่าด้วยเรื่องกระเหรี่ยง

  • แต่เดิมสมัยก่อนอาณานิคมชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ถึงแม้จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า แต่ก็ค่อนข้างมีอิสระขอตนเอง มีเจ้าเมืองปกครองเอง
  • ต่อมาอังกฤษเข้ามาแล้วใช้นโยบายแบ่งแยกและปกครอง เอาขาวอังกฤษและชาวต่างชาติเข้ามาเป็นชนชั้นปกครองและกองทัพ กระเหรี่ยงคือประชากรกลุ่มหลักในกองทัพ กระเหรี่ยงนี้ค่อนข้างแตกต่างจากภาพกระเหรี่ยงที่เราจินตนาการไว้ (กระเหรี่ยงตามดอยของไทย) กระเหรี่ยงนี้เป็นชนชั้นมีการศึกษาแบบตะวันตก นับถือคริสต์ คุมอำนาจในกองทัพ
  • ต่อมาหลังยุคสงครามโลก อองซานใช้สนธิสัญญาปางหลวงในการเจรจาให้ชนกลุ่มน้อยทั้งหลายยอมอยู่กับพม่าจะได้รับเอกราชในที่สุด (แต่กระเหรี่ยงเป็นกลุ่มที่ไม่ได้ร่วมในสนธิสัญญาปางหลวงตั้งแต่แรก)
  • พอพม่าได้เอกราช ชาวกระเหรี่ยงซึ่งเป็นฝ่ายคุมกำลังในกองทัพอยู่เดิมก็ก่อกบฏทันทีไม่ยอมเข้าร่วมกับพม่า ภายหลังจากที่นายพลเนวินไม่ยอมทำตามสนธิสัญญาปางหลวง ก็เลยเกิดชนกลุ่มน้อยต่างๆขึ้นมากมาย

ธงชาติของ KNU (ภาพจาก Wikipedia)

  • กองทัพขอกระเหรี่ยงนี้ชื่อ Karen National Union (KNU) นำโดยนายพลโบเมี๊ยะ ช่วงแรกๆก็รุ่งอยู่ แต่พอนายพลเนวินครองอำนาจก็ต้องถอยร่นไปตั้งฐานทัพอยู่ที่มาเนอร์ปลอว์ตรงข้ามอำเภอสบเมย จังหวัดตาก
  • จนกระทั้งมาเนอร์ปลอว์แตกในปี 2538 ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
    ก็น่าจะหมดแล้วสำหรับซีรีย์ประวัติศาสตร์พม่า ตอนแรกผมว่าจะสรุปสั้นๆแค่บล็อกเดียวจบ แต่ไปๆมาๆก็มีอะไรหลายอย่างเหมือนกันที่อยากจดไว้ มันเลยออกมา 5 ตอนเลยทีเดียว แต่ก็คิดว่าค่อนข้างจะครอบคลุมประเด็นสำคัญๆได้ครบถ้วนระดับนึงครับ

จบซีรีย์ครับ

วาระสุดท้าย : โตมร ศุขปรีชา

ถ้าเอ่ยถึงนักเขียนคนโปรดของผม นักเขียนที่ทำให้ผมเป็นผมทุกวันนี้ (หรืออีกนัยหนึ่งคือแปลกๆอย่างทุกวันนี้) ต้องมีชื่อของโตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการบริหารนิตยสาร GM คนนี้อยู่แน่นอน พอดีช่วงเดือนมกราคมไปเจอหนังสือเล่มนี้ของคุณโตมรพอดี เห็นว่าน่าสนใจก็เลยหยิบกลับมาด้วยครับ

รีวิวสั้นๆ + บันทึกไว้เล็กน้อยประเด็นสำคัญๆในหนังสือ

วาระสุดท้ายเป็นหนังสือที่โตมรพูดถึงเรื่องราวในช่วงบั้นปลายของชีวิต (และสิ่งไม่มีชีวิตบางอย่าง) แต่เอาเข้าจริงๆก็ออกแนวหนังสือชีวประวัติคนดังอยู่เหมือนกัน หนังสือแบ่งเป็นบทย่อยๆสั้นๆตามเรื่องราวของแต่ละคน(หรือแต่ละสิ่ง) โดยรวมผมค่อนข้างชอบหลายบทเหมือนกัน แต่ไม่ถึงกับอ่านแล้วฟินหรือเปลี่ยนความคิดบางอย่างอะไรแบบนั้น อ่านแล้วผมรู้สึกว่าความตายของหลายๆคนนี่มันก็สวยงามดีเหมือนกันนะ

บทที่น่าสนใจ

  • บทที่ 1: ปาร์ตี้สุดท้ายของเฮมมิ่งเวย์ –> การฆ่าตัวตายหลังปาร์ตี้ฉลองวันเกิดที่สนุกสุดเหวี่ยงของชีวิต
  • บทที่ 2: ความพยาบาทของประธานาธิบดี –> เรื่องราวความรักความแค้นของสองประธานาธิบดีอเมริกา จอห์น อดัมส์ และ โธมัส เจฟเฟอร์สัน ที่จอห์น อดัมส์แค้นขนาดประกาสว่าจะไม่ตายก่อนเจฟเฟอร์สัน แต่เขาก็จากไปด้วยประโยคว่า “โธมัส เจฟเฟอร์สัน.. ยังไม่ตาย..” ซึ่งเขาเข้าใจผิด เพราะทั้งคู่ดันตายวันเดียวกัน
  • บทที่ 3: การร่ายคาถาสีดำ –> ความตายของนีน่า ซีโมน นักร้องและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน คนนี้ตอนตายไม่มีอะไร แต่ตอนมีชีวิตอยู่น่าสนใจมาก ทำให้ผมอยากฟังเพลง Mississippi Goddam ขึ้นมาทันที
  • บทที่ 4: ก่อนเครื่องบินตก ผมร้องเพลงดีขึ้น –> เล่าถึงชีวิตของจอห์น เดนเวอร์นักร้องเพลงคันทรี่ ตัวผมเองชอบหลงานของจอห์น เดนเวอร์สองเพลง เพราะอาจารย์สมัยมัธยมบังคับให้ทั้งชั้นร้อง จน Leaving on a Jet Plane กลายมาเป็นเพลงที่ผมมักจะเปิดฟังเวลาต้องเดินทางไปไหนไกลๆนานๆ
  • บทที่ 5: การล่มสลายของสิ่งสูงสุด –> เพิ่งรู้เหมือนกันว่าหอส่งวิทยุแห่งกรุงวอร์ซอเคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่สุงที่สุดของมนุษย์ ด้วยความสูง 646 เมตร เป็นรองแค่ Burj Khalifa ที่ดูไบ (ตึกเดียวกับที่พี่ทอม ครูซไปปีนใน MI4 นั่นแลครับ) ก่อนพังทลายลงมาในปี 1991
  • บทที่ 6: นักดาราศาสตร์กับร่างกายที่หายไป –> เรื่องราวของเอ็ดวิน ฮับเบิล มนุษย์ผู้ใช้ชีวิต”คนเดียว”กับกล้องโทรทัศน์ตัวเดียว นานเป็นสิบๆปีในการส่องสำรวจจักรวาลอยู่บนยอดเขาสูง (ผมประทับใจในความบ้าของแก) ก่อนจะตายแบบไร้ร่องรอย ไม่จัดงานศพ ไม่ยอมให้ใครรู้ว่าศพอยู่ที่ไหน ! แนวมาก
  • บทที่ 7: เราจะพูดถึงเนปาลได้ไหม ? –> พูดถึงการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ในเนปาล
  • บทที่ 10: เมื่อการอุปถัมป์สิ้นสุดลง –> เล่าถึงจุดเริ่มและจุดจบของระบอบอุปถัมป์ศิลปินโดยบรรดาไฮโซในยุโรป (การอุปถัมป์ศิลปินนั้นทำให้ดูมีบารมีขึ้น คล้ายๆกับการสะสมงานศิลปะ) ไฮไลท์คือการระเบิดอารมณ์ของบีโธเฟนใส่เจ้าชายลิชนาวสกี้ซึ่งเป็นผู้อุปถัมป์ของเขาเอง (อย่างเท่ !)
  • บทที่ 14: กาสตราโตคนสุดท้าย –>  บทนี้ Highly recommended ครับ เรื่องราวของเหล่ากาสตราโต เด็กผู้ชายที่ยอมตัดอัณฑะของตัวเองตั้งแต่เด็กเพื่อให้คนเสียงแหลมเล็กแบบเด็กผู้ชายไว้เพื่อร้องเพลง ผมว่านี่เป็นชีวิตที่น่าเศร้ามาก เสียงที่บันทึกไว้ได้ของกาสตราโตคนสุดท้ายเป็นเสียงตอนเขาแก่แล้วและไม่ได้ร้องเพลงมานานแล้ว
  • บทที่ 17: เรามองเห็นโลกไม่เหมือนกัน –> เรื่องราวของ อเล็กซานเดอร์ นิโคลายเยวิช สเครียบิน นักดนตรีที่เป็นโรค Synesthesia ทำให้มีอาการเวลาที่ประสาทหูได้ยินเสียงแบบหนึ่ง ประสาทตาก็จะเห็นแสงแบบหนึ่งไปด้วย พูดง่ายๆคือเห็นแสงในเสียง
  • บทที่ 19: ปุ้มปุ้ย —> เป็นบทที่ซึ้งที่สุดในหนังสือ เกี่ยวกับการตายของหมาตัวหนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ตัวเดียว ภายในบ้านที่เจ้าของประกาศขายไปแล้ว
  • บทที่ 22: ความพ่ายแพ้ของชัยชนะ –> ว่าด้วยเรื่อง”อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าสิ่งนี้จอมพลป.สร้างขึ้นเพื่อเป็นการฉลองชัยชนะต่อฝรั่งเศสประเด็นเรื่องพรมแดนไทย-ลาว-กัมพูชาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และประเด็นดราม่าเล็กๆถึงความต่างกันของมุมมองใน Wikipedia ภาคภาษาไทยและอังกฤษ
  • บทที่ 23: การจากไปของหมาและแมว –> จริงๆบทนี้ไม่มีอะไรมาก แต่ชอบประเด็นเรื่อง Stoicism ของแมว คือความอดทนอดกลั้นต่อความเจ็บปวดของแมวนั้นสูงมาก

หมดแล้วครับ ผมตั้งใจว่าต่อจากนี้อ่านหนังสือเล่มไหนจะพยายามมาสรุปประเด็นสำคัญไว้ อย่างน้อยๆก็ใน blog สรุปสั้นๆก็ยังดี ไม่งั้นผ่านไปไม่กี่เดือนก็ลืมหมด ยอมเสียเวลาซักนิดบันทึกไว้ เวลานึกถึงเนื้อหาในหนังสือจะได้มาอ่านที่สรุปไว้ก็พอ

จบครับ