[Book] The Creative Destruction of Medicine: อนาคตของการแพทย์ยุคดิจิตอล ตอนที่ 2

มาต่อกันที่การสรุปหนังสือ The Creative Destruction of Medicine  ตอนที่ 2 ครับ จะเริ่มเรื่องของการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในระดับต่างๆ (ตอนก่อนหน้านี้ ตอนที่ 1)

ผมจะไม่ลงรายละเอียดมากนะครับ เอาคร่าวๆพอเป็นไอเดียว่ามันทำอะไรได้บ้าง และตัวอย่างการนำไปใช้จริง จะเริ่มจากระดับสรีรวิทยาก่อน (พวกการตรวจจับการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย)

การตรวจการทำงานของร่างกายในยุคหน้าจะเป็นลักษณะของ continuous monitoring โดยผ่าน wireless sensor ต่างๆ มากกว่าการตรวจ ณ จุดๆหนึ่ง เช่น ตรวจเลือดปีละครั้ง หรือตรวจความดันเดือนละครั้ง อุปกรณ์ wireless sensor เหล่านี้เริ่มเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไปในกลุ่มอุปกรณ์สำหรับดูแลสุขภาพ ก่อนจะขยายมาที่กลุ่มที่เป็นการรักษามากขึ้น

อุปกรณ์สำหรับดูแลสุขภาพ

ตัวอย่างอุปกรณ์เหล่านี้ เช่น (1) เครื่องชั่งน้ำหนัก Withings body scale, (2) อุปกรณ์เสริมการออกกำลังกาย Nike+ และ (3) Adidas miCoach, (4) สายรัดข้อมือ Fitbit, (5) อุปกรณ์ติดตามกิจกรรม DirectLife, (6) สายรัดแขน BodyMedia, (7) อุปกรณ์ตรวจจับคลื่นสมอง  Zeo brainwave monitor (อันนี้เลิกกิจการไปแล้ว) อุปกรณ์เหล่านี้มักเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและระบบ cloud สำหรับเก็บข้อมูล ลองเข้าไปดูเว็บไซต์ของผู้ผลิตได้ครับ ปัจจุบันแต่ละเจ้าแตกไลน์ product กันออกมาพอสมควร จริงๆมีอีกหลายเจ้าเหมือนกันที่ไม่ได้กล่าวถึง และก็มีหลายเจ้าที่เลิกกิจการไปครับ

การดูแลสุขภาพก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ประโยชน์จริงๆของเทคโนโลยีเหล่านี้คือใช้ในการรักษาโรคเรื้อรังมากกว่าครับ

เบาหวาน

จากยุคเดิมที่เป็นการเจาะเลือดปลายนิ้ว ต่อไปจะเป็น Continuous Glucose Monitoring (CGM) มากขึ้น  ปัจจุบันมี product แล้ว จะเป็น sensor เล็กๆใส่ไว้ใต้ผิวหนัง ซึ่งจะตรวจคอยระดับน้ำตาลภายในของเหลวในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง แล้วส่งค่าออกมาให้ตัวรับสัญญาณภายนอกเป็นระยะ (เช่น ทุก 5 นาที) ใส่ไว้ใต้ผิวหนังครั้งหนึ่งใช้ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ปัจจุบันอุปกรณ์แบบนี้ยังแพงอยู่มาก sensor หนึ่งตัวราคาราว $100 ยังแพงเกินกว่าที่จะใช้ในเคสทั่วไป

ตัวอย่าง CGM (ภาพจาก http://diabetes.niddk.nih.gov/dm/pubs/glucosemonitor/ )

อุปกรณ์สำหรับตรวจระดับน้ำตาลอื่นๆ พัฒนาไปหลายทาง บางรายพยายามจะทำอุปกรณ์ที่ส่องเส้นเลือดแล้ววัดค่าน้ำตาลได้เลย บางรายทำคอนแทคเลนส์ที่เปลี่ยนสีได้ตามระดับน้ำตาล บางรายทำ digital tattoo ที่จะเปล่งแสงได้ถ้าระดับน้ำตาลเกิน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ถือเป็นจุดหมายสูงสุดของกลุ่มนี้คือการจำลองการทำงานของตับอ่อน (artificial pancreas) โดยเป็นระบบ closed-loop ที่หลังจาก monitor ระดับน้ำตาลแล้ว ถ้าระดับไม่เหมาะสมก็จะมีส่วนที่ทำหน้าที่หลั่ง insulin ออกมาให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันอุปกรณ์แบบนี้ยังทำไม่สำเร็จ

EKG

คนไข้หัวใจเต้นผิดจังหวะ (เช่น atrial fibrillation) มักจะตรวจไม่พบเวลามารพ. คือพอมารพ. EKG ก็เป็นปกติแล้ว ถ้าสามารถ monitor EKG ได้ตลอดเวลาก็จะสามารถพบความผิดปกติได้ จึงมีความพยายามจะสร้าง continuous EKG monitor ขึ้นมา ที่ดูใช้งานได้จริงตัวแรกเป็นของ CardioNet เป็น 3 EKG lead ติดที่ตัวคนไข้ จากนั้นก็จะ monitor พร้อม sync ข้อมูลกับ cloud ตลอดเวลา

CardioNet Monitor (ภาพจาก http://www.medgadget.com/2008/03/cardionet_monitor.html)

อุปกรณ์อื่นเช่น iRhythm เป็นแผ่นให้แปะที่หน้าอก พอครบกำหนดก็แกะแผ่นออกแล้วส่งไปให้บริษัทอ่านผล

iRhythm Zio Patch

AliveCor เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับสมาร์ทโฟน ใช้วิธีให้เราเอานิ้วของสองมือแตะที่ตัวอุปกรณ์ให้มันครบวงจร ระบบก็จะอ่านผลแล้ว sync ขึ้น cloud

AliveCor

Vital sign

ตรวจ vital sign แบบ real-time เป็นสิ่งที่คนอยากได้ เพราะปกติมีแต่ ICU เท่านั้นที่ทำอะไรแบบนี้ได้

เริ่มจาก Airstrip technology ออก Airstrip ob เป็นอุปกรณ์ตรวจ uterine contraction กับ fetal heart rate แล้วส่งเข้ามือถือของหมอ จากนั้นบริษัทจึงเริ่มขยายมาทำ Airstrip cc เป็นบริการส่งข้อมูลจาก critical care เข้าสมาร์ทโฟน ปัจจุบันบริษัทก็ทำ solution สำหรับส่งข้อมูลเข้าอุปกรณ์พกพาต่างๆ

Airstrip ONE

ใน vital sign ทั้งหมด ความดันโลหิตเป็นสิ่งที่ realtime monitor ได้ยากที่สุด ตัวอย่างอุปกรณ์ที่พยายามทำเรื่องนี้ คือ Sotera wrist transceiver sensor ใช้ตรวจจับความดันเลือดแดงและ O2 sat ในเลือดผ่านทางกำไลข้อมือ (ไม่รู้ตรวจความดันได้ยังไงเหมือนกันนะครับ)

Sotera Wrist

ไอเดียเรื่องนี้ขยายไปถึงการพยายามทำ mobile ICU คือคนไข้ไม่ต้องมานอนที่ ICU จริงๆ นอนอยู่ที่บ้านก็ได้ แต่มีอุปกรณ์ monitor ระดับใกล้เคียงกับ ICU แล้วส่งข้อมูลเอา

ขยายไอเดียไปต่อถึงระบบแจ้งรพ.อัตโนมัติเมื่อ vital sign บางค่าผิดปกติติดตามบ้านทั่วไป คล้ายๆกับที่ระบบแจ้งไฟไหม้อัตโนมัติ เช่น บางคนนอนอยู่บนเตียงแล้ว heart attack ระบบก็แจ้งรพ.โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องโทรบอก ไม่ต้องทำอะไรเลย

Asthma

Asthmapolis (ปัจจุบันคือ Propella Health) ออกส่วนต่อขยายสำหรับตลับพ่นยา เวลาคนไข้พ่นยาก็จะมี record เก็บข้อมูลไว้บน cloud ช่วยให้หมอ track ได้ว่าคนไข้ใช้ยาบ่อยขนาดไหน

Asthmapolis

ถ้าจะล้ำขึ้นไปอีกคือระบบป้องกัน asthmatic attack เช่น เป็นแผ่นแปะตามผิวหนังที่ตรวจจับมลพิษบางอย่างที่มีโอกาสกระตุ้นอาการ หรือ sensor บางอย่างที่จะตรวจจับการทำงานของหลอดลม ถ้าตรวจพบความผิดปกติก็ให้ยาป้องกันไว้ก่อน

Sleep apnea

ปกติต้องใช้ sleep lab ในการวินิจฉัย ราคาประมาณ $3,000 ต่อครั้ง ซึ่งถ้าตรวจพบว่าเป็นก็ต้องตรวจอีกหลายครั้งเพื่อปรับระดับ CPAP ให้เหมาะสม เทคโนโนยีสมัยใหม่สามารถตรวจระดับการนอน หรือระดับออกซิเจนในเลือดโดยสามารถทำที่บ้านได้ จึงช่วยประหยัดได้เยอะ

Mood disorder

โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ถ้าคุมไม่ดีโอกาสฆ่าตัวตายสูง จึงมีความพยายามจะสร้างอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบอารมณ์คนไข้ เช่น Cogito ทำระบบตรวจสอบความเครียดจากการวิเคราะห์น้ำเสียงของผู้ใช้ Affectiva Affdex ตรวจอารมณ์โดยใช้การแสดงออกทางสีหน้าของคนไข้

Affectiva (ภาพจาก http://www.nytimes.com/2013/12/01/technology/when-algorithms-grow-accustomed-to-your-face.html)

คนชรา

คนชรามีโอกาสหกล้มสูง และพอหกล้มมามักมีกระดูกหักซึ่งรักษายาก มีความพยายามหลายอย่างในการแก้ปัญหานี้ เช่น การสร้าง sensor ในรองเท้าสำหรับตรวจความไม่มั่นคงเวลาเดิน หรือ smart cane ช่วยเดิน

อุปกรณ์อื่นๆที่อาจมีประโยชน์ในคนชรา อย่างเช่น ระบบ motion sensor, pill tagging, sensor ตามพื้นหรือผนัง ลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่ NYTimes ครับ

ตรวจความร่วมมือในการใช้ยา (compliance)

มีหลายวิธีที่จะช่วยเพิ่มโอกาสที่คนไข้จะกินยาตามที่หมอสั่ง เริ่มจากง่ายๆเช่น smartphone app หรือระบบคอยโทร/SMS เตือนให้กินยา หรือการติด sensor ไว้ที่กระปุกยา

ล้ำมาหน่อยก็เป็น sensor ที่ย่อยสลายได้ใส้ไว้ในเม็ดยา อีกตัวติดไว้ที่ผิวหนัง พอตัวที่กินเข้าไปโดนย่อยก็ notify ไปที่ตัวที่ผิวหนัง แล้ว sync ข้อมูลไปสมาร์ทโฟนและ cloud อีกที วิธีนี้ track ได้ถึงว่ายาโดนย่อยกี่โมง

อย่างอื่นเช่น iPill ของ Philips ที่สามารถ activate ยาได้จากภายนอกเมื่อถึงจุดที่ต้องการ

Mobile lab ในประเทศกำลังพัฒนา

พวกนี้ติด sensor เข้าไปใน sim card เอาไว้ตรวจโรคแบบมาลาเรีย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือโรคติดเชื้ออื่นๆ รวมไปถึงใช้ตรวจเลือดง่ายๆพวก electrolyte, CBC ได้เลย (อันนี้หนังสือไม่มีอ้างอิงไปที่เว็บของ product ครับ)

หรือเช่นการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อตรวจเสียงไอว่าเหมือนเสียงไอจากปอดบวมหรือเปล่า การใช้ skin scan app เพื่อตรวจผิวหนังว่าจำเป็นต้อง biopsy หรือไม่ หรืออุปกรณ์เสริมสมาร์ทโฟนสำหรับตรวจลมหายใจ เป็นต้น

Wireless sensor ในรถ

มีความพยายามจะติด sensor เพื่อตรวจการทำงานของร่างกายผู้ขับไว้ในรถยนต์โดยบริษัทรถหลายแห่ง เช่น ระบบตรวจการทำงานของหัวใจที่พวงมาลัย ระบบตรวจ alcohol ในลมหายใจผู้ขับ ถ้าเกินกำหนดก็อาจจะสตาร์ทไม่ติด เป็นต้น

——————————————————————————–

ก็หมดแล้วครับสำหรับตอนที่ 2 พูดเรืองตรวจการทำงานของร่างกายล้วนๆ ยังไม่จบส่วนที่ 2 ของหนังสือนะครับ มีอีกหลายระดับ ไว้มีเวลาว่างมาเขียนต่อครับ

จบครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s