[Book] The Creative Destruction of Medicine: อนาคตของการแพทย์ยุคดิจิตอล ตอนที่ 1

The Creative Destruction of Medicine เป็นหนังสือที่ผมเพิ่งอ่านจบได้ซักระยะ ค่อนข้างประทับใจ คิดว่าถ้ามาสรุปไว้น่าจะเป็นประโยชน์ เลยจัดซักหน่อยครับ

มันจะยาวหน่อยนะครับ เลยขอแบ่งเป็นหลายๆตอน

  • คำว่า Creative Destruction หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามหลังการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆอย่างรวดเร็ว ในช่วงหลายปีมานี้เราอยู่ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างมาก แต่ healthcare กลับเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หนังสือเล่มนี้ให้ภาพรวมว่าอะไรสามารถเกิดขึ้นได้บ้างครับ
  • Eric Topol ผู้แต่งหนังสือเป็นอายุรแพทย์โรคหัวใจ เคยประจำอยู่ที่ Cleveland Clinic ปัจจุบันออกมาทำอะไรหลายอย่าง เขาค่อนข้างสนใจเรื่อง Genetics ทำให้ในหนังสือมีเรื่องเกี่ยวกับ Genetics ค่อนข้างเยอะ
  • หนังสือแบ่งเป็นสามช่วงใหญ่ๆ ช่วงแรกจะเป็นการปูพื้น ช่วงที่สองซึ่งผมคิดว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนังสือจะเกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับ DNA ไปจนถึงระดับสาธารณสุข ส่วนช่วงที่สามจะเกี่ยวกับการปรับตัวของแพทย์ยุคใหม่และ healthcare industry ในอนาคต
  • ในตอนนี้ผมจะสรุปเฉพาะช่วงแรกของหนังสือก่อนนะครับ ไม่ค่อยมีไรครับ

Personalized Medicine

  • ผู้เขียนพยายามนำเสนอแนวคิดเรื่องยุคหน้าเป็นยุคของ personalized medicine แทนที่ population medicine ในปัจจุบัน การทดลองในทางการแพทย์ปัจจุบันนี้มักจะทำในประชากรกลุ่มใหญ่มากๆ ผลการทดลองมักจะออกมาไม่ได้มีผลอะไรมาก อย่างเช่น สรุปว่าคนกินยานี้ 100 คน อาจได้ประโยชน์จากยาชัดเจนจริงๆแค่ 1 คน แต่เราก็มักจะเอาผลการทดลองนี้ไป implement แล้วจ่ายยาให้ประชากรทั้ง 100 คน โดยที่ 99 คนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากยา ซึ่งมันทำให้ค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจำเป็น ยิ่งเป็นยาใหม่ๆติดสิทธิบัตรอยู่ยิ่งแพง (คือมันก็ดีกว่าไม่ให้ยาอะไรเลยน่ะครับ)
  • แนวคิดของ Personalized medicine ก็คือการหาให้ได้ว่า 1 ใน 100 คนนั้นคือใคร โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเช่นการตรวจ DNA จากนั้นให้ยาเฉพาะคนที่จะใช้ยาแล้วเกิดประโยชน์จริง ไปจนถึงการหาว่าใครที่ใช้ยาแล้วเกิดโทษ
  • ตัวอย่างยาแบบนี้เช่น Plavix (clopidogrel) ที่การตอบสนองต่อยาแตกต่างกันมากในแต่ละคน การศึกษาเพิ่มเติมพบว่าสัมพันธ์กับเอนไซม์ CYP2C19 ซึ่งบางคนไม่ทำงาน บางคนทำงานมากไป ผลที่ออกมาจึงต่างกัน แนวคิดแบบโดสเดียวใช้ในคนไข้ทุกรายจึงใช้ไม่ได้ (แต่ผมก็ไม่รู้นะว่าปกติหมอ med เขาปรับโดส plavix กันยังไง) ตามที่ FDA ประกาศ
  • หรือยาอย่าง t-PA ที่จะมี 1 ใน 100 คนเท่านั้นที่ใช้ t-PA แล้วเกิดประโยชน์มากกว่า streptokinase ในขณะที่ตัวหลังราคาถูกกว่ามาก (GUSTO study)
  • หรือการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย PSA เพราะโอกาส false positive สูงมาก ทำให้ตามมาด้วยการ serial biopsy ซึ่งมันทำให้เกิด cost และคนที่โดนทำก็ suffer หลายด้าน ประมาณการณ์ว่ามีคนที่ต้องทำ serial biopsy จาก false positive PSA สูงถึงปีละกว่า 250,000 คนในอเมริกา (แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้บอกว่าถ้าไม่ใช้ PSA แล้วจะใช้อะไรแทน)
  • มีตัวอย่างยาและการตรวจอีกหลายชนิด อ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือครับ

ปัญหาของการโฆษณาในปัจจุบัน

  • การโฆษณายาแบบ Direct to Customer (DTC) สามารถทำได้ในอเมริกาสำหรับยาที่ต้องมีการสั่งจ่าย เป็นปัญหาเพราะด้วยเวลาหรือพื้นที่โฆษณาที่น้อย ไม่ได้บอกถึงผลข้างเคียง มีแนวโน้มที่จะทำให้คนไข้คิดว่าตนเองเป็นโรคทั้งๆที่จริงๆไม่ได้เป็น ตั้งแต่โรคแบบเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ไปจนถึงโรคหัวใจ
  • วิตามินและอาหารเสริมเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่มาก ในอเมริกามีมูลค่ามากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่หลาย study บ่งชี้ว่า 95% ของสิ่งเหล่านี้เปล่าประโยชน์ มันคือ Placebo delivery service แต่คนก็ยังเชื่อกัน และกินกันอยู่
  • หัตถการก็เช่นเดียวกัน มักมีการโฆษณาเกินจริง เช่น ช่วงหนึ่งมีกระแสว่าการรักษา multiple sclerosis ด้วยวิธี vein opening procedure นั้นดีมาก ความเชื่อนี้แพร่ออกไปในอินเตอร์เน็ต ทั้งๆที่ตามหลักฐานทางการแพทย์นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ยังอาจเกิดโทษด้วย กว่าจะเรื่องนี้จะเงียบลงและคนเริ่มไม่เชื่อก็ใช้เวลาหลายปี
  • การโฆษณาเหล่านี้ปลูกฝังความเชื่อที่ผิดให้สังคม ประกอบกับกระแสสังคมที่มีแนวโน้มจะเชื่อแพทย์น้อยลง ทำให้เกิดปัญหาในการรักษา

การมีอำนาจมากขึ้นของผู้บริโภค

  • ปัจจุบันคนไข้ทำอะไรเองได้มากขึ้นจากที่บ้าน เรียกว่ากลุ่ม do-it-yourself medicine ยกตัวอย่างเช่น AED ถ้าเป็นสมัยก่อนการช็อตไฟฟ้าหัวใจดูไม่น่าจะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปตามบ้านจะทำได้ สมัยนี้กลายเป็นว่าแทบทุกที่ต้องมี AED หรือเช่นการตรวจแล็บต่างๆก็ทำได้เองมากขึ้น จากเดิมทำได้แค่ pregnancy test ต่อไปจะมี test ต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ
  • Health information เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ป่วยมีการหาข้อมูลโรคก่อนพบแพทย์ และเริ่มมาถึงการหาข้อมูลแพทย์ หมอคนนี้จบที่ไหนมา เชี่ยวชาญด้านไหน มีประวัติอย่างไร
  • เว็บสำหรับหาข้อมูลสุขภาพก็เช่น WebMDhealth.nih.govhealthfinder.govInteliHealthmayoclinic (ถ้าในไทยก็คงหาหมอดอทคอม) หรืออย่าง community ของคนไข้เช่น patientslikeme, CureTogether, DiabeticConnect
  • ถึงแม้ว่าข้อมูลในอินเตอร์เน็ตจะมีเยอะ แต่การหาว่าหมอคนไหนเชี่ยวชาญในแต่ละโรคก็ยังยากอยู่ ระบบ ranking ที่มีในปัจจุบันก็เชื่อไม่ค่อยได้ เช่นของ U.S.News & World Report รพ.ของผู้เขียนติดอันดับ Top 10 ด้าน Geriatrics med มาตลอด ทั้งๆที่รพ.ไม่มีแผนกนี้ และไม่จำเป็นว่าหมอในรพ.ที่ดีมีชื่อเสียงจะต้องเป็นหมอที่ดีทุกคน
  • แต่ก็มีความพยายามจะแก้ปัญหานี้อยู่ในเว็บอย่าง RateMDs, healthgrades, docboard ลองดูเพิ่มเติมได้ในบทความของ New York Times ครับ จริงๆเว็บพวกนี้มันก็กลุ่ม doctor portal ผมเชื่อว่าถ้าจะหาจริงๆในอเมริกาน่าจะมีเว็บที่ใหม่หรือดีกว่านี้ (ถ้าเป็นสิงคโปร์ก็อย่างเช่น DocDoc, CompareClinic)
  • ผู้เขียนแนะนำว่าอยากรู้ว่าหมอคนไหนเก่งเรื่องอะไรให้ลองหางานวิจัยที่เขาทำ ทำวิจัยเรื่องไหนเยอะน่าจะเชี่ยวชาญเรื่องนั้น ถ้างานวิจัยมีคนอ้างอิงมากก็ยิ่งน่าสนใจ อันนี้ผมว่าน่าสนใจมาก
  • ประเด็นสุดท้ายคือแนวโน้มของการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างกองทุนสำหรับวิจัยโรคที่ค่อนข้าง rare disease มีให้เห็นหลายเคสเหมือนกัน หรือเศรษฐีบางคนถึงกับจัดการประชุมเชิญแพทย์ทั่วโลกมาช่วยกันหาทางรักษาโรคของเขา

ก็หมดแล้วครับสำหรับช่วงแรกของหนังสือ ไม่ค่อยมีอะไรครับ เดี๋ยวไว้ว่างๆมาอัพช่วงที่สองต่อ

จบครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s