ทัศนะของคุณหนุ่ย พงศ์สุข ต่อนโยบาย One Tablet Per Child

เมื่อวานนี้ คุณหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ (@nuishow) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบาย One Tablet Per Child ของพรรคเพื่อไทย ผมเห็นว่าน่าสนใจดีเลยเอามาแชร์ครับ (เอ เอามาลงแบบนี้ควรขออนุญาตคุณหนุ่ยหรือเปล่าครับ)

ใจความดังนี้

เท่าที่พบปะพูดคุยกับผู้บริหารITหลากหลายแบรนด์ในสัปดาห์นี้ พบว่า แบรนด์ตปท.ไม่แสดงความสนใจทำโครงการ One Tablet Per Child เท่าไหร่นัก โครงการ One Tablet Per Child ของรัฐบาลจะ Success ได้ก็ต่อเมื่อ”สามารถพัฒนาเนื้อหาหลักสูตรทุกวิชาไปวิ่งบนหน้าจอได้” เท่านั้นเลยครับจึงสำเร็จ!

ผมขอช่วยรัฐบาลใหม่คิด ถ้าอยากสำเร็จกับโครงการTablet ต้องจัดแผนการเรียนการสอนขึ้น Cloud Computing แล้วให้ครู-นักเรียนดาวน์โหลดลงมาเพื่อมาตราฐานการศึกษาเดียวกัน ตั้งภาคีพัฒนาการศึกษา รวมตัวครูเก่ง,สำนักพิมพ์,กราฟฟิคดีไซน์แปลงเนื้อหาเป็นDigitalให้หมด ทยอยขึ้น Cloud

การเอาเพียงเครื่องTabletไปแหมะไว้ที่ครูนักเรียน ครูทัศนคติเลวร้ายจะคิดว่าเป็นการเพิ่มภาระครู แต่ถ้าทำ Guideline การสอน Feed ไปให้เรื่อยๆWin! 3 สิ่งนี้จึงต้องถูกประทานมาพร้อมกัน ..Tablet+เนื้อหาหลักสูตรบนCloud และ…3G (WiFi ฟรีในโรงเรียนก็ยังดีน่า!) ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้เลย มิเช่นนั้นแล้ว Tablet จะกลายเป็นเครื่องเล่นเกมของนักเรียนตามที่เคยมีคนค่อนขอดไว้ และกลายเป็น “เครื่องทับกระดาษ”ของครูด้วย

รูปแบบการเรียนในอนาคตคือคุณครูให้การบ้านนักเรียนเป็นการกลับไปดาวน์โหลดบทเรียนใหม่แล้วอ่านมาก่อน เมื่อมาถึงชม.เรียนก็เป็นการถาม-ตอบ-วิเคราะห์

ก่อนนโยบาย Tablet จะมา ผมเคยคิดถึงการจัดทำ “PowerPointแห่งชาติ” ..จัดตั้งภาคีพัฒนาการศึกษาแล้วสร้างไฟล์การสอนทุกวิชาเหมือนกันทั้งประเทศ คุณครูทั่วประเทศทำหน้าที่ศึกษาไฟล์เหล่านั้นก่อนทำการสอน แค่ศึกษาเนื้อหาก่อนแต่ไม่ต้องลำบากเตรียมแผนการสอนเอง ครูจะงานเบาลง+เกิดคุณภาพการสอน อีกทั้งประโยชน์ด้าน”รสนิยมแห่งการดีไซน์”จะเกิดแก่ตัวเด็ก ตั้งแต่เล็กยันโตจะได้เห็นงานดีไซน์สวยๆของไฟล์PowerPointแห่งชาตินี้ผ่านหูผ่านตาตลอด! ถ้าโปรเจค Tablet จะเกิดขึ้นจริง จึงถึงเวลาที่เทพ Graphic ทั่วประเทศจะต้องมาร่วมแรงกัน ดัดแปลงเนื้อหาวิชาการจ๋าให้เป็นสื่อการสอนที่สวยงาม

OSของTabletการศึกษา ไม่ควรเป็น Windows เพราะLicenseแพง, iOS ก็ไม่มีทางที่ Appleจะปล่อยออกนอกค่าย ควรเป็นAndroid เพราะเด็กเอาไปต่อยอดได้ ที่สำคัญคือมันฟรี! (เฉพาะOS) ถ้าเด็กถือ Android ครูอาจให้งานเป็นการพัฒนาApp ต่อยอดความรู้ได้ ..อีกระบบที่น่าสนใจคือ Amazon Kindle ข้อดีของ Kindle คือเป็นจอ E-Ink ถนอมสายตามากเหมาะกับการอ่านยาวนาน หากแต่ต้องศึกษาความเปิดของระบบ เราต้องยัดเนื้อหาได้เองโดยไม่ต้องผ่านฝรั่ง

จบแล้วครับ ที่ quote มาข้างต้นคือทัญนะของคุณหนุ่ยเกี่ยวกับเรื่องนี้

ลิงค์อื่นๆที่มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ในช่วงนี้ ต้นแบบ Android tablet ที่พัฒนาโดยคนไทย, อินเดียส่งแทบเลตสุดถูก Sakshat Tablet ราคาเริ่มต้นที่ 1,050 บาท, เกาหลีใต้จะแปลงตำราเรียนทั้งหมดให้เป็นดิจิตอลภายในปี 2015

ความเห็นของผมต่อนโยบายนี้

  • เป็นที่ยอมรับกันว่าในอนาคต E-Book จะมาแทนกระดาษ (จากปัจจัยหลายๆอย่าง และการบูมของตลาด E-Book ในต่างประเทศ) ดังนั้นซักวันนึงหนังสือเรียนที่เด็กในประเทศใช้มันก็ต้องเข้าไปอยู่ใน”เครื่องอ่าน E-book”ชนิดใดชนิดหนึ่ง (ไม่ว่ามันจะเป็น Tablet หรือไม่) ปัญหาคือ “ตอนนี้” มันเร็วเกินไปหรือเปล่าที่จะเอามาทำแจกทั่วประเทศ นี่ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่
  • Tablet ที่เอามาแจก ผมเห็นด้วยกับคุณหนุ่ย ไม่ Android ก็ E-Book reader เช่นพวก Kindle ราคาไม่ควรเกิน 3,000 บาท เอาแค่ให้มันอ่านหนังสือได้ + ค้นหาในเวบได้นิดหน่อยก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมี function หรือ spec อะไรมากมาย ผมมองว่าไม่จำเป็นต้องต่อ 3G ได้ด้วยซ้ำ ต่อ Wi-Fi ได้ก็พอแล้ว
  • Tablet ยังมีประโยชน์อีกหลายๆนอกเหนือจากการเป็น E-Book มันยังเป็นเครื่องเล่น audio file หรือ video อะไรที่จำเป็นในบางวิชาได้ เช่น สอนออกเสียงในวิชาภาษา วิดีโอแสดงเหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ฯลฯ
  • ประเด็นอีกอย่างที่มีการพูดถึงกันมาก การมองหน้าจอนานๆมีผลต่อสายตาจริงหรือไม่ เรามักได้ยินกัยว่าใช้คอมมากทำให้สายตาสั้น-เอียง แต่ผมเคยถามอ.ที่คณะ อาจารย์บอกว่าการใช้คอมไม่ได้มีผลต่อโรคในกลุ่ม refractive error ส่วนมากมักเป็นการล้าจากการมองนานๆมากกว่า
  • ผมยังหวังให้เกิดการร่วมทุนกับเอกชนในการแจก Tablet ทั่วประเทศนี้ เพื่อลดราคาของ Tablet ให้ต่ำลง ยกตัวอย่าง Amazon ที่ลดราคาของ Kindle 3G รุ่นที่มีโฆษณาเหลือประมาณ 5,000 บาท (และมีหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าต่อไป Kindle อาจถึงขั้นแจกฟรี Amazon เน้นขาย content อย่างเดียว) รัฐบาลอาจเล่นมุขเดียวกัน ยอมให้ Tablet แสดงโฆษณาได้บ้างเล็กน้อย แลกกับราคาที่ถูกลง
  • Tablet ดังกล่าวจะมีส่วนอย่างมากต่อการกำหนดผู้ชนะในตลาด E-Book ของไทย เพราะ Tablet ควรจะอ่านไฟล์ E-Book ได้ (ไม่ใช่อ่านได้แค่ pdf) ซึ่งตอนนี้มีกระจัดกระจายหลายนามสกุล ยังไม่มีผู้ชนะเด็ดขาดในตลาด และยังไม่บูมในเมืองไทย ในเมื่ออุตส่าห์แจก Tablet ทั้งที เครื่องนั้นมันควรเอาไปใช้”อ่านหนังสืออื่นๆ” ที่ไม่ใช่หนังสือเรียนได้ ทีนี้ถ้า Tablet จำนวนมากที่จะปล่อยออกไปนั้นนั้นอ่านไฟล์ E-Book ของค่ายไหนเป็นหลัก ก็เหมือนช่วยกลายๆให้ค่ายนั้นถือครองส่วนแบ่งในประเทศได้เยอะขึ้นมาก
  • ผมหวังให้ Tablet เหล่านี้ช่วยกระตุ้นตลาด E-Book ในประเทศไทย ถ้าคุณเคยซื้อ E-Book จาก Amazon คุณจะรู้ว่ามันสะดวกมาก ไม่กี่คลิกเสียเงินเลย ได้หนังสือมาอ่านเลย แถม Sync กับ Cloud เอาไปอ่านในอุปกรณ์ไหนก็ได้อีก แต่สิ่งเหล่านี้กลับแทบไม่มีในวงการสิ่งพิมพ์ไทยเลย ผมอยากให้มันบูมครับ มันจะสร้างโอกาสหลายๆอย่าง
  • ทีนี้มาประเด็นเรื่อง Power Point แห่งชาติ ผมไม่เชื่อในแนวทางนี้นะ ผมคิดว่าโรงเรียนควรจะมีเสรีในการเลือกใช้สื่อการสอน กระทรวงแค่กำหนด Topic มาก็พอว่าจะเอาเรื่องอะไรบ้าง ลงลึกขนาดไหน แล้วให้บริษัทสิ่งพิมพ์ต่างๆแข่งกันผลิตสื่อการสอนออกมาให้โรงเรียนได้เลือก (เอาง่ายๆว่าตอนเอนท์ จะมีกี่คนที่อ่านแค่หนังสือของกระทรวงแล้วเข้าไปสอบได้คะแนนดีๆ) อีกอย่างคือผมไม่เชื่อในการเอา Slide คนอื่นมาพูด แต่ละคนมีสไตล์การสอนของตัวเอง ดังนั้นเขาควรเลือกเองว่าจะใช้ Power Point ที่เนื้อหาเป็นยังไง หรือจะใช้กระดานดำสอนมันก็เป็นเรื่องของเขา
  • อย่างไรก็ดีต้นทุนอีกอย่างนอกจากค่า Tablet ที่จะเอาไปแจกแล้ว อีกอย่างนึงคือค่าแปลงหนังสือที่มีให้อยู่ในรูป Digital อย่างน้อยๆในช่วงแรกที่ประกาศใช้ หนังสือเรียนของกระทรวงทั้งหมดก็ต้องพร้อมอ่านได้

ระหว่างที่ผมเขียน ผมโดนตามไปดูเคส ถ้านึกอะไรออกเดี๋ยวมาเพิ่มครับ สรุปแล้วผมเห็นว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดีครับ ซักวันมันต้องเกิด แต่ปัญหาคือมันเกิดเร็วเกินไปหรือเปล่า 55 อะไรที่ล้ำไปมักจะล้มเหลวครับ ต้องรอดูกันต่อไปว่าผลจะเป็นอย่างไร

(ตัด)จบครับ

Advertisements

5 thoughts on “ทัศนะของคุณหนุ่ย พงศ์สุข ต่อนโยบาย One Tablet Per Child”

  1. ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
    บาง รร ยังไม่มีรองเท้าใส่ไปเรียน.. น่าจะสำคัญกว่าอุปกรณ์ electronic
    คุณภาพครูน่าจะสำคัญกว่าอุปกรณ์ เด็กในประเทศที่พัฒนาแล้วยังเก่งจนผลิต tablet มาขายเราได้ เค้าก็เรียนมาโดยไม่ต้องมี tablet

    เอาเงินซื้อ tablet ไปพัฒนาคุณภาพครูดีกว่าครับ

    1. ผมว่าประเด็นคือ รัฐบาลต้องมี”ตัวเลข”ให้ประชาชนดูครับว่าสื่อแบบใหม่กับสื่อแบบเก่านี้มีตัวเลขต่างกันยังไงบ้าง ซึ่งอันนี้ผมเองก็ไม่มีตัวเลขเหมือนกัน

      เช่น ถ้าแต่เดิมประเทศเสียเงินค่าหนังสือใหม่ต่อเด็ก 1 คนตั้งแต่ป.1ถึงป.6 คนละ 2000 บาท ถ้าใช้ Tablet แล้วลดต้นทุนลงมาเหลือคนละ 1500 บาทได้ (สมมติใช้ Tablet india ที่ว่ามารวมค่า E-Book) แบบนี้ผมว่ามันก็ควรสนับสนุน หมายความว่าเงินที่ประหยัดมาได้ มันเอาไปพัฒนาอย่างอื่นต่อได้ แต่ถ้าทำแล้วมันดันเพิ่มต้นทุน อย่างนี้ก็อาจจะต้องมาคิดกันใหม่ว่ายังจะเอาอยู่มั้ย

      จริงๆมันก็มีประเด็นอีกหลายอย่างให้คิดแหละครับ เรื่องนี้คงต้องมีการถกกันในวงกว้างต่อไป

  2. ขอบคุณนะครับที่สนใจในความคิดเห็นผมและอุสาหะรวบรวมจำนวนทวีตย่อยๆมาประกอบเป็นบทความได้ ..ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากคุณนะครับ

  3. June 5th 2012 – 5:59pmI love this bracelet, Becky! We have used your bracelet bases to make beautiful reurpposed vintage one-of-a kind pieces. This has the bling I love and the timeless beauty of an heirloom. Thanks for sharing your creations!

  4. MihaelaEh, Nice, sunt barbati care se ascund atat de bine incat chiar nu-ti dau de banuit. Ma gandeam si eu ca e ca-n reviste, ca vine cu ruj pe camasa sau mirosind a parfum sau exagereaza cu aprecierea fata de tine, aducandu-ti cadouri si flori, ca sa nu se mai simta vinovat pentru ce-ti face. Uneori chiar nu stii, chiar nu-ti dai seama. Mai ales cand e vorba de aventuri pe termen scurt.Esti fericit, atat timp cat nu-ti dai seama. Dar asta nu inseamna ca nu trebuie sa afli. Da, o perioada nu ai sa mai fii fericita, dar dupa va trece si va fi iar bine.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s