Healthcare CIO: Health IT in Hospital Settings ตอนที่ 1

ต่อจากชั่วโมงที่ 1 และชั่วโมงที่ 2 นะครับ ชั่วโมงนี้ก็จะมาโฟกัสที่บทบาทของ Health It ในโรงพยาบาลครับ โหลดสไลด์ได้ที่นี่

  • เริ่มจากพูดถึงภาพรวมของ Health Care System ในประเทศไทยว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง (ตั้งแต่บ้านคนไข้ไปจนถึงพวกสปสช.)
  • เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นบริบทที่ทำให้แต่ละโรงพยาบาลนั้นแตกต่างกัน ส่งผลต่อการเลือกเอา IT มาใช้
  • สรุปว่าการเลือกเอา IT มาใช้ ต้องคำนึงถึง บริบทของรพ.นั้นๆ, นโยบายการบริหาร, มอง IT เป็น Tool ไม่ใช่เป้าหมาย, โฟกัสไปที่ real goal (แล้วแต่องค์กร เช่น Health, Profit ฯลฯ)

Implementation IT อย่างไรจึงเรียกว่า Success

  • พี่นรรนอธิบายด้วย Diagram ของ DeLoan & McLean (1992)

  • System Quality (ระบบเร็ว เวิร์ค)และ Information Quality (ข้อมูลถูกต้อง) ก็เป็น Success ในระดับนึง ซึ่งจะทำให้เกิด Use (User ใช้เยอะ) และ User Satitsfaction (User ใช้แล้วพอใจ) เป็น Success อีกในระดับนึง
  • Success อีกระดับคือทำให้เกิด Individual Impact (มองได้ทั้งในมุมผู้ป่วยและผู้ให้บริการ ถ้าเป็นผู้ให้บริการก็เช่น ทำงานง่ายขึ้น เร็วขึ้น ฯลฯ)
  • Success ระดับสุดท้ายคือ Organizational Impact (ได้คุณภาพ ได้ชื่อเสียง ลด cost ฯลฯ)
  • จริงๆแต่ละอันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีก ดูได้ตามสไลด์พี่นรรนนะครับ

Some Important Hospital IT

  • หลักๆก็แยกเป็น Enterprise-wide(Infrastructure, Office automation, MPI, ADT ฯลฯ)  และ Departmental system (Pharmacy, LIS, RIS, ER, OR, LR, E-Learning ฯลฯ)
  • ต่อมาก็เป็น Model ที่พี่นรรนคิดขึ้นเอง โดยใช้สองแกนแบ่ง Application ในทาง IT ออกเป็น 4 Quadrant ตัว Model นี้ก็ชัดเจนแล้วครับ
  • หลังจากนั้นก็ลงไปในแต่ละส่วนที่สำคัญ เริ่มจาก Infrastructure
  • ประกอบด้วยอะไรบ้าง (Hardware, Software, System administration, Network administration ฯลฯ)
  • ประเด็นที่ควรพิจารณา เช่น ความชำนาญของบุคคลากร, Insource หรือ Outsource, นโยบายในการดูแลระบบ, ทำได้ตามมาตรฐานหรือเปล่า, Documentation, ความเสี่ยงต่างๆ
  • หลังจากนั้นก็จะเป็นส่วนของ Clinical IT ที่สำคัญ

Master Patient Index (MPI)

  • ระบบเวชระเบียน ทำหน้าที่ ลงทะเบียนคนไข้, Identify คนไข้, สร้าง HN(ฝรั่งใช้ MRN –Medical Record Number), ข้อมูลพื้นฐานต่างๆ
  • ประเด็นที่ควรพิจารณา คือ database มักมีขนาดใหญ่จะดูแลอย่างไร, ต้องมีการติดต่อกับระบบอื่นๆได้ (เกือบทุกระบบต้องใช้ข้อมูลพื้นฐาน อย่างน้อยๆก็ HN), การแก้ปัญหาคนไข้ซ้ำซ้อน (เช่น พวกมา ER แล้วไม่มี conscious), ความถูกต้องของข้อมูล, ประเด็นเรื่องภาษา (ไทย-อังกฤษ ฯลฯ)

Admit-Discharge-Transfer (ADT)

  • ทำหน้าที่ในการจัดการระบบ Admit, Discharge แล้วก็ Transfer คนไข้ (Patient Management) อาจมี function พวกแบบ แสดงให้เห็นว่าคนไข้อยู่ที่ไหน, ตอนนี้ว่างกี่เตียง, เชื่อมโยงกับระบบการคิดเงิน ฯลฯ
  • ประเด็นที่ควรพิจารณา คือ เรื่องความถูกต้องและ update ของข้อมูล (ย้ายวอร์ดแล้วในคอมต้องย้ายตาม), ความยืดหยุ่นของโปรแกรมในกรณีที่มีการทำงานที่ผิดไปจาก Workflow ปกติ (คนไข้เตียงเสริม, คนไข้แอบหนีกลับบ้าน, คนไข้ลากลับบ้าน, คนไข้ที่ discharge แล้วแต่ไม่มีใครมารับกลับ ฯลฯ), การใส่ข้อมูลบางอย่าง (Diagnosis, Summary on D/C)

Electronics Health Records (EHRs) & Hospital information system (HIS)

  • มีคำที่ความหมายคล้ายๆกันเยอะ เช่น EMRs, EPRs, CPRs, PHRs, HIS, CIS แต่สรุปก็เหมือนๆกัน ก็คือเอกสาร electronic ที่เกี่ยวข้องกับ patient care ซึ่งออกโดยผู้ให้บริการ โดยผู้ให้บริการสามารถควบคุมข้อมูลภายใน EHRs นั้นๆได้
  • EHRs และ EMRs ในมุมมองของบางท่านต่างกันตรงมองว่า EHRs มีความเป็น logitudinal มากกว่า
  • ไม่ได้เป็นแค่ Silo of information แต่ยังมีคุณค่าอื่นๆอีก ตามรายชื่องานวิจัยในสไลด์ต่อมา สไลด์ต่อมาก็จึงสรุปว่า function ไหนบ้างที่ EHRs อย่างน้อยๆควรจะมี
  • ประเด็นที่ควรพิจารณา คือ Function ที่ทางรพ.ต้องการ Workflow รพ.เป็นอย่างไร, เรื่องวิธีใส่ข้อมูล (เช่น จะให้ใส่ free text ได้ขนาดไหน, จะมีช่องให้ใส่กี่ช่อง, ความใช้งานง่าย, การมี template ให้ใส่ข้อมูลได้ง่ายขึ้น ฯลฯ), Reliability & Business continuity plannig (ถ้าระบบ Down จะทำยังไง), Change management (ตอนเอาระบบเข้าไปกระทบ User น้อยที่สุด), ความเข้ากันได้กับระบบอื่นๆ

Computerized (Physician/Provider) Order Entry

  • ก็คือระบบ Doctor Order นั่นเอง ประกอบด้วยแพทย์สั่ง Order แล้วพยาบาลหรือเภสัชกรก็ Process order นั้นๆ
  • ข้อดีคือ ไม่ต้องใช้ลายมือเขียน, ระบบการลงข้อมูลส่วนใหญ่เป็น Structural (ครบถ้วน, ชัดเจน เช่น ถ้าสั่งยาอาจต้องระบุให้ complete ยาอะไร ให้ทางไหน dose ยังไง ฯลฯ), ไม่ต้องใช้กระดาษ transcription, เป็น Apllication ที่เหมาะจะใส่ CDSS ฯลฯ
  • ประเด็นที่ควรพิจารณา คือ เรื่องของ security และการยืนยันตัวบุคคล, แพทย์จะรู้สึกว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง, ระบบต้องใช้งานง่าย (ทำให้งานสะดวกขึ้นไม่ใช่ยุ่งยากขึ้น), บางครั้งแพทย์จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการนำ CPOE มาใช้, ความซับซ้อนของข้อมูลยา, การลิงค์ข้อมูลกับ Order อื่นๆ (แลบ, x-ray ฯลฯ), Change management ฯลฯ
  • มีกรณีศึกษาในอเมริกา สรุปได้ว่า “ความซับซ้อนของ human change management มักจะถูก underestimated”

หมดชั่วโมงครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s