[Note] วางแผนทางการเงิน (อีกครั้ง)
September 2, 2011 4 Comments
จากครั้งที่แล้ว ที่วางแผนทางการเงินชั่วคราวไว้ มีเรื่องให้ทบทวนแผนเล็กน้อย เป้าหมายคือเอาตัวรอดให้ได้ (ใช้หนี้หมด) เมื่อจบการเป็น intern ที่เดือนเม.ย. นั่นคือเหลือเวลาอีก 9 เดือน (รวมส.ค.ด้วย)
รายรับ
- 70,000 บาทต่อเดือนค่อนข้างแน่นอน จะมีที่แม่อายที่(อาจจะ)มากกว่านั้น และที่นครพิงค์ที่น้อยกว่านั้นแน่นอน ยิ่งไม่ได้อยู่เวร ER อาจจะถึง 30,000 ได้ (หายไป 40,000) เพราะงั้นประมาณได้ว่า รายรับรวมอีก 9 เดือนที่เหลือนี้จะประมาณ 630,000 บาท
- เงินสดในมือผมตอนนี้มี 180,000 บาท อยู่ใน LTF อีก 40,000 อยู่กับกิมเอ็งอีก 20,000 บาท
- รวมแล้วเงินสดในมือน่าจะอยู่ที่ 810,000 บาท
รายจ่าย
- ผมเข้าใจผิดไป จริงๆผมเป็นหนี้แม่ทั้งสิ้น 300,000 บาท !! (ตอนแรกนึกว่า 150,000 T.T)
- ค่าลาออก 260,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน ประมาณเดือนละ 10,000 บาท เผื่อเกินงบเป็น 100,000 บาท
- ค่าภาษีหลังลดหย่อน น่าจะอยู่ที่ 30,000 บาท
- ค่าเปิดร้านไอติม”อย่างน้อย” 50,000 บาท
- รวมแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 730,000 บาท
คงเหลือ
- 80,000 บาทเท่านั้น !!! นี่มัน WTF มากๆ
ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ยังไม่ได้นำมาพิจารณา
- ค่าใช้จ่ายในช่วงรับปริญญาและประชุม TMI ที่จะเข้าร่วม อย่างน้อยๆค่าเดินทางไปกลับขอนแก่นสองครั้งก็ปาเข้าไปร่วม 10,000 บาท นี่ยังไม่รวมกรณีเผื่อเข้ากทม.ไปยื่นเอกสารให้ทางรามาฯในช่วงปลายปี ค่าเลี้ยงน้อง ค่าช่างภาพ ผมไม่ปน่ใจว่า 30,000 บาทจะเอาอยู่หรือเปล่า
- ค่าทำเวบเกี่ยวกับสถานที่ใช้ทุน อันนี้ไม่น่าจะเกิน 2,000 บาท
- รายได้จากการลงทุนเลิกหวังไปแระ (แต่ยังคิดจะซื้ออยู่)
- ยิ่งไม่รู้ว่าร้านไอติมกิจการจะเป็นยังไงบ้าง จะขาดทุน เท่าทุน หรือกำไร แต่ก็ยังรู้สึกว่าอยากทำมากกว่าไม่อยากทำ
- ยังเหลือ LTF ที่ต้องซื้ออีก 20,000 บาท เพื่อจะหักภาษีให้ครบโควต้า 15%
- ยังมีที่ทำให้ใจชื้นขึ้นเล็กน้อยคือมีรายได้จากการทำเวบให้รพ.เวียงป่าเป้าราว 10,000 บาท
- เหลือเงินไปเที่ยวสิงคโปร์ช่วงพ.ค.เท่าไหร่เนี่ย ซื้อตั๋วเครื่องบินไว้แล้วซะด้วย T.T
สรุปแล้ว สุขภาพทางการเงินหลังจบ intern คงย่ำแย่เอาการ อาจไม่ถึงขั้นต้อง CPR แต่ก็ต้องการ aggressive treatment แล้ว สิ่งที่ต้องทำในช่วงที่ยังพอทำได้
- งดรายจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็นให้หมด ลดการกินของกินเล่น กาแฟไปกินเอาฝ่ายบริหาร ไม่เข้าเชียงใหม่ถ้าไม่มีธุระสำคัญ โดยเฉพาะช่วงอยู่นครพิงค์ยิ่งต้องระวังการใช้จ่าย
- เลิกนิสัยไม่แคร์เงิน 1,000-2,000 บาท นี่เป็นนิสัยเสียของผมเลยหลังจากเป็นหมอมา พันสองพันเองเดี๋ยวก็หาได้แระ เวลามันรวมกันหลายๆเดือนมันก็เป็นหมื่นได้เหมือนกัน
- ต้องบันทึกรายรับรายจ่ายให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะไปเที่ยวทั้งหลายเนี่ยไม่ค่อยลงไว้
อย่างไรก็ดี ผมก็ยังภูมิใจว่าสถานะการเงินของผมทุกวันนี้ ตั้งอยู่บนหลักการสองข้อ
- “หลังจากผมทำงานหาเงินเองได้แล้ว ผมจะไม่ขอเงินพ่อแม่แม้แต่บาทเดียว จะมีแต่ส่งให้เท่านั้น ไม่ว่าขอมาทำอะไรก็ตาม” ขอมาดาวน์รถ ขอมาจ่ายค่าลาออก ค่าหอพัก ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ (ความจริงแล้วต้องนับว่าตั้งแต่ยังไม่ทำงานด้วยซ้ำ เพราะเงินที่ผมยืมแม่มา 300,000 นั้นผมใช้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ แต่ก็ช่างมันเถอะครับ 55)
- “ผมจะไม่เสียเวลาทำงานที่ผมไม่ได้รัก พุ่งเป้าตรงไปงานที่อยากทำไปเลย” ที่มาใช้ทุนทุกวันนี้เพราะเป็น requirement เฉยๆ แต่ผมจะไม่ทำคลินิคสกินเพียงเพราะต้องการเงิน เพราะงั้นครบ 1 ปีตามเกณฑ์ลาออก ไปล่าฝันกันต่อ
ก็จะลองพยายามดู ว่าพ.ค.ปีหน้าจะเป็นยังไง
จบครับ
อ่านแล้วได้แรงบันดาลใจ
ได้เงินเดือนค่อนข้างเยอะนะนั่น
เค้าเป็นหนี้แม่ 700000 ตอนนี้เหลือ 650000 อ่ะ
แต่ไม่มีกำหนดการใช้คืน
สงสัยต้องเอาอย่างรัดมั่ง
-เอ้ย ไม่ทำไรมาหนี้เยอะจัง 55
-ตกลงจะลาออกอยู่ป่าวเนี่ย
Pingback: คำนวณภาษีครั้งแรก, LTF และการบริจาค | Tongkatsu "Think+Life" Blog